ปลาปักเป้า

ชนิดของปลา ปลาปักเป้า
ลักษณะเฉพาะตัว ลำตัวกลมและมีหนามรอบตัว
นิสัย มักจะอาศัยอยู่แถวหมู่เกาะสิมิลัน

 

สาธารณสุขเตือน "ปลาปักเป้า" มีพิษ งดกิน-อันตรายถึงตาย

นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนถึงอันตรายจากการรับประทานปลาปักเป้า ซึ่งเป็นปลาที่มีพิษ หากรับประทานเข้าไปมีอันตรายได้ จึงควรงดหรือไม่นำปลาชนิดนี้ มาทำอาหารรับประทาน เพราะความร้อนจากการหุงต้ม ทอด หรือเผาปลา ไม่สามารถทำให้หมดพิษหรือลดพิษลงได้
นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากกรณีอาหารเป็นพิษที่องค์การเภสัชกรรม พบผู้ป่วย 15 ราย ผลการสอบสวน พบว่า รับประทานเนื้อปลาที่ตรวจพบสารพิษ Tetrodotoxin ซึ่งเป็นสารพิษในปลาปักเป้า ปลาปักเป้าเป็นปลาที่พบได้ ทั้งในน้ำทะเลและน้ำจืด ในสภาพปกติธรรมดาปลาปักเป้า จะมีรูปร่างอย่างปลาทั่วไป แต่เมื่อถูกรบกวนจะพองตัวขึ้นมา ปลาปักเป้ามีประมาณ 150 ชนิด แต่ที่ทำให้เกิดพิษมีมากกว่า 50 ชนิด และพบในประเทศไทยประมาณ 20 ชนิด มีการจัดแบ่งปลาปักเป้าไว้ 2 ตระกูล คือ 1.ลักษณะผิวตัวค่อนข้างเกลี้ยง และ 2.ชนิดที่มีหนามรอบ ๆ เห็นชัดเจนกว่าชนิดแรก ส่วนพิษของปลาปักเป้านั้น จะมีพิษทั้งตัว แต่จะมีปริมาณสูงในเครื่องใน เช่น ตับ ลำไส้ รังไข่ เนื้อ และจะมีความเข้มข้นสูงสุดที่รังไข่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พิษของปลาจะมีมากขึ้น ในฤดูปลาวางไข่ รองลงมา ได้แก่ ตับ

สารพิษที่พบในปลาปักเป้า คือ Tetrodonine หรือ Tetrodonic acid ซึ่งเมื่อผ่านกรรมวิธี ต่าง ๆ แล้ว ทำให้เกิดพิษ Tetrodotoxin เป็นพิษต่อระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมีอาการเกิดขึ้น หลังจากรับประทานปลาปักเป้าประมาณ 30 นาที ถึงหลายชั่วโมง แล้วแต่ปริมาณที่รับประทานเข้าไป โดยมีอาการ ชาปาก หน้า ปลายมือ ปลายเท้า คลื่นไส้ อาเจียน กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือเป็นอัมพาต หายใจลำบาก และเสียชีวิต

นายแพทย์ศุภชัย คุณารัตนพฤกษ์ กล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบันนี้ ยังไม่มียาแก้พิษหรือยารักษาเฉพาะสำหรับสารพิษ Tetrodotoxin ผู้ป่วยทุกรายที่บริโภคปลาปักเป้าและมีอาการไม่สบายจะต้องนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว เพื่อรักษาตามอาการ โดยอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดจึงสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ และสารพิษนี้ ทนต่อความร้อนได้สูงกว่า 220 องศาเซลเซียส ดังนั้น การต้ม ทอด ย่าง เผา ไม่สามารถทำลายสารพิษได้ การป้องกันที่ดีที่สุด ซึ่งปฏิบัติได้ง่ายและทันที คือ ไม่บริโภคปลาปักเป้าทุกชนิด